myHealthWorld myHealthThink myHealthPeek myHealthMob License AgreementPrivacy PolicySupport Center
Product
myHealthFirst myHealthCare myHealthMob myHealthThink myHealthRoom Plug Tablet
Service
Smart Hospital Corporate Wellness Home Monitoring
Contact
Login
บทความสุขภาพ
  • สาเหตุสำคัญของ “โรคมะเร็งปอด”
           มะเร็งปอด ถือเป็นโรคที่น่ากลัวมาก เพราะเป็นมะเร็งปอด เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แอดอยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสาเหตุที่จะทำให้คุณเป็นโรคมะเร็งปอดได้
     
           1.การสูบบุหรี่รวมถึงยามวนต่างๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคมะเร็งปอด ผู้สูบบุหรี่อาจมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 10 เท่า
           
           2.ได้รับแร่ใยหิน (แอสเบสตอส) เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่นการก่อสร้าง ผู้เสี่ยงคือผู้ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแอสเบสตอสปนเบื้อนเป็นเวลานาน อาจใช้เวลา 15-35 ปี ในการทำให้เกิดมะเร็งปอด สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ทำงานกับฝุ่นแอสเบสตอส อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า
           
           3.สาเหตุอื่นๆ มลภาวะเช่น PM 2.5 สารเบนซิน ฟอร์ม#ปรึกษาแพทย์ออนไลน์
    ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการคัดกรองโรคมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมักจะเป็นโรคในระยะที่ลุกลามไปแล้ว ทำให้การตรวจพบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และ มีอัตราตายสูง วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
     

    คุณกำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่หรือไม่?!

           สูบบุหรี่จัด มีอายุ 50 ปีขึ้นไป, เลิกสูบบุหรี่แล้ว แต่ยังหยุดสูบไม่ถึง 15 ปี, คนในครอบครัวสูบบุหรี่, มีโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสอง, ทำงานใกล้ชิดกับสารเคมี หรือสารก่อมะเร็ง, สัมผัสฝุ่นควันหรือมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน, มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด

           หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอนะคะ

    .
    .
    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพได้ที่
    Facebook : myHealthFirst
    เว็บไซต์ : https://myhealthgroup.net
    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 10/03/2022
  • หน้าร้อนออกกำลังอย่างไร ให้ปลอดภัย
             ร้อน ๆ อย่างนี้ นอกจากออกกำลังกายไม่สนุกแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด ที่ทำให้คนฟิต ๆ อย่างนักวิ่งมาราธอนหรือทหารเสียชีวิตมานักต่อนัก! แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายในหน้าร้อนเป็นสิ่งไม่ดีหรือไม่ควรกระทำ เพียงแต่ถ้าคุณยังอยากรักษาระดับความฟิต คุณก็ควรเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัย เพราะหน้าร้อนในเมืองไทยมันร้อนจริง ๆ แม้ร่างกายแข็งแรง ลมแดดก็ถามหาได้ แล้วจะออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย? ลองมาดูกันค่ะ

    1. เตรียมความพร้อม
             คุณควรออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำ ถ้ามือใหม่ก็ควรออกกลางแจ้งให้ได้ 30 นาทีต่อวันนาน 1-2 สัปดาห์ พักผ่อนให้เพียงพอ และคุ้นเคยกับกิจกรรมนั้นๆ ที่ทำเป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าเคยแต่ปั่นจักรยานหวานเย็น จู่ๆ เปลี่ยนไปเตะบอลกับเพื่อน บุคคลที่ควรเพิ่มความระมัดระวังได้แก่ เด็ก คนชรา และคนอ้วนเพราะไขมันกันความร้อนไม่ให้เดินทางออกไป เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งก่อนหรือขณะออกกำลังกาย

    2. แต่งกายให้เหมาะสม
             สวมใส่เสื้อที่ระบายอากาศได้ดี ไม่ซับน้ำหรือใส่แล้วร้อน ควรเลือกสีอ่อนเพราะสีเข้มดูดซับความร้อนมากกว่า ลองดูเป็นเนื้อผ้าที่ถ่ายเทความร้อนได้ดี ช่วยป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต เนื้อผ้าที่เหมาะสำหรับใส่กลางแจ้ง สวมหมวกที่มีน้ำหนักเบา โทนสีอ่อน เพื่อป้องกันรังสีความร้อนทำร้ายผิว บางคนอาจแย้งว่ายิ่งใส่หมวกก็ยิ่งอับและร้อนน่ะสิ ทางแก้คือให้คุณชะโลมน้ำเย็นลงบนหมวกก่อนบิดให้หมาด วิธีนี้ช่วยให้หมวกกักเก็บความเย็นได้นานขึ้น

    3. อย่าขาดน้ำ
             พกน้ำเปล่าไปด้วย แนะนำว่าควรเป็นน้ำเย็นผสมน้ำแข็งปั่นในสัดส่วนน้ำแข็ง 70 % กับน้ำ 30% เพราะเป็นความเย็นที่เหมาะสม แต่อย่าเทเข้าปากทีเดียวเพราะจะทำให้จุก จิบน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ แม้ไม่กระหายน้ำ ภายในหนึ่งชั่วโมงควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณน้ำเปล่าหนึ่งขวดกลาง

    4. คลายร้อนด้วยผ้าเย็น
             คอยซับหน้า คอ แขน ขา ข้อพับเข่า และใต้รักแร้ก่อนออกกำลังกาย 5-20 นาที วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อผ้าเย็นจริงๆ เพียงนำผ้าขนหนูแช่น้ำเย็นชั่วครู่หรือห่อน้ำแข็งก้อนแล้วเอาหนังสติกรัดไว้ อีกวิธีคือหาขวดน้ำเย็นเจี๊ยบขนาดเหมาะมือมาพันด้วยผ้าขนหนู อย่างนี้ก็ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้เช่นเดียวกัน

    5. หมั่นสังเกตตัวเอง
             วิธีง่ายๆ ที่จะบอกว่าเราเป็นลมแดดหรือแค่เพลียแดดให้สังเกตว่าเรามีอาการเหล่านี้ไหม 1. ตัวร้อน 2. เหงื่อไม่ออก และ 3. มีอาการทางประสาท เช่น เบลอ กระสับกระส่าย มึนงง หน้ามืด เหล่านี้ให้สงสัยไว้ก่อนเพราะถ้าแค่เพลียแดด ร่างกายจะยังทำงานได้เป็นปกติ ยังมีเหงื่อให้เห็นและสติยังคงสมบูรณ์

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 09/03/2022
  • กินกล้วยตอนท้องว่าง อันตรายต่อสุขภาพจริงหรือไม่?

          วันนี้แอดจะมาตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่าการรับประทานกล้วยตอนท้องว่างอันตรายจริงหรือไม่
    ตอบได้เลยว่า ไม่จริง เพราะกล้วยประกอบไปด้วยเส้นใยอาหารและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งไม่มีเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีน จึงสามารถรับประทานตอนท้องว่างได้ ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียต่อกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม ผลสุกของกล้วยมีรสหวาน น้ำตาลสูง จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และถึงแม้ว่าผลกล้วยจะมีสรรพคุณทางสมุนไพร แต่ถ้ามีอาการของโรคกระเพาะอาหาร หรือท้องผูกรุนแรงแนะนำให้พบแพทย์เพื่อรักษาอย่างเหมาะสม

    อาหารชนิดใดที่ไม่ควรรับประทานเมื่อท้องว่าง

          เนื่องจากกระเพาะอาหารคือกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งซึ่งเป็นโปรตีน เมื่อท้องว่างน้ำย่อยบางส่วนจะหลั่งออกมาในกระเพาะเพื่อรอย่อยอาหาร ทำให้ในกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด หากรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือ ผลไม้ที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารจำพวกโปรตีนก่อนอาหารเป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม มะละกอ สัปปะรด จะทำให้ระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

    .

    .
    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพได้ที่
    Facebook : myHealthFirst
    เว็บไซต์ : https://myhealthgroup.net

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 09/03/2022
  • เจ็ทสกีกีฬามันส์เหนือน้ำ

          หลายคนไม่ทราบว่า กีฬาเจ็ทสกี ถือว่าเป็นกีฬาทางน้ำที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย 

    ถึงแม้จะเป็น แม้ว่าราคาในการเล่นกีฬาชนิดนี้จะค่อนข้างสูง แต่มันก็ไม่เคยได้รับความนิยมน้อยลงเลย นั่นแสดงว่ามันต้องเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์มากแน่ๆ แต่เสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้นั้นคืออะไร ต้องไปดูกัน

          เจ็ทสกีถือเป็นการแข่งขันทางเรือประเภทหนึ่ง แต่ต้องแข่งกันด้วยความเร็วสูง ถ้าทางบกก็จะเป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซต์วิบาก ความท้าทายก็คือการบังคับเรือ ทรงตัวอยู่บนเจ็ตสกีย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องควบคุมความเร็ว และออกแรงในการควบคุมเจ็ตสกี ซึ่งจะใช้กล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนของร่างกาย ไหนจะคลื่นที่ซัดเข้ามาตลอดเวลา

          ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ  และรู้มั๊ยว่า สามารถเบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าการวิ่งถึง 2 เท่าเลยน๊า

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 09/03/2022
  • ไขมันในเลือดสูงตัวการร้ายสู่สารพัดโรค

             ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมากมาย ระดับไขมันในเลือดมีความสำคัญต่อการเกิดหลอดเลือดตีบตันโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไปเลี่ยงหัวใจดังนั้นผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาตได้

    ชนิดของไขมันในเลือด
            คอเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองจากตับและลำไส้ หรือได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป จะพบมากในไขมันสัตว์ ปริมาณไขมันขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร คอเลสเตอรอลมีความสำคัญต่อร่างกาย เป็นส่วนสำคัญของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันคอเลสเตอรอลมากเกินไปไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดเส้นเลือดแข็งตัว และการตีบตันของหลอดเลือดในอนาคต 

    สาเหตุ ภาวะไขมันในเลือดสูง

    • กรรมพันธุ์
    • การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์
    • โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ และโรคของต่อมหมวกไตบางชนิด
    • โรคตับ โรคไตบางชนิด
    • ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ฮอร์โมนเพศ (ยาคุมกำเนิด) เป็นต้น
    • การตั้งครรภ์
    • การดื่มแอลกอฮอล์
    • ภาวะขาดการออกกำลังกาย

    ผลข้างเคียงของไขมันในเลือดสูง
    ภาวะที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูง ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์ อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง

    ผู้ที่ควรตรวจระดับไขมันในเลือด
    ควรตรวจเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ถ้าปกติ และไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ และอายุยังไม่เกิน 45 ปี (ผู้ชาย) หรือ 55 ปี (สำหรับผู้หญิง) ไม่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย (ผู้ชายไม่เกิน 55 ปี และผู้หญิงไม่เกิน 65 ปี) และยังไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ควรตรวจซ้ำในอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้วและตรวจพบไขมันในเลือดปกติก็ตรวจซ้ำในอีก 1-3 ปี

    ข้อควรปฏิบัติ เมื่อไขมันในเลือดสูง 

    • ควบคุมอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ สมองสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารทะเล หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง หนังเป็ด หนังไก่ มะพร้าว อาหารที่มีกะทิ หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย          
    • ควรระวังอาหารพวกแป้ง น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ผลไม้รสหวานจัด
      รับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนย
    • หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์สะสมไขมันตามเนื้อเยื่อ
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน อาหารทอด เจียว ควรใช้น้ำมันจากพืชแทนน้ำมันจากสัตว์
    • ควรเพิ่มอาหารประเภทผักใบต่างๆ และผลไม้บางชนิดที่ให้กากและใย เช่น คะน้า ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก ให้ร่างกายได้รับกากใยมากขึ้น
    • การออกกำลังกาย จะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและเพิ่มระดับของ HDL ควรทำอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที การออกกำลังกายที่ดี เช่น การเดินเร็ว จ๊อกกิ้ง เต้นรำ ขี่จักรยาน
    • งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ HDL ในเลือดต่ำลง เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
    • ปรึกษาแพทย์ ติดตามผล การปฏิบัติตัวบางระยะอาจต้องใช้ยาช่วยปรับระดับไขมันในเลือดสูง

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 26/01/2022
  • ดัชนีมวลกาย สำคัญอย่างไร

    ก่อนอื่นเราควรทราบก่อนว่า ดัชนีมวลกาย คืออะไร ซึ่งดัชนีมวลกาย Body Mass Index หรือเรียกย่อๆ ว่า BMI คือ ตัวชี้วัดมาตรฐานเพื่อประเมินสภาวะของร่างกายว่า มีความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่

             ในการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย นอกจากเราได้ทราบถึงรูปร่างและสัดส่วนแล้ว ยังทำให้เราทราบถึงความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ ได้จริงหรือ แล้วค่าดัชนีมวลกายเป็นตัวบ่งชี้อะไรได้บ้าง จะมาไขคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้

             ค่า BMI สามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเพื่อระบุผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วนและผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในผู้ใหญ่ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป

             ค่า BMI คำนวณจาก ค่าของน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลัง 2 และแสดงในหน่วย กก./ม2  โดยสามารถแปลผลค่า BMI ได้ดังนี้

            ค่า BMI < 18.5           อยู่ในเกณฑ์น้ำหนักน้อยหรือผอม
            ค่า BMI 18.5-22.90     อยู่ในเกณฑ์ปกติ
            ค่า BMI 23-24.90        น้ำหนักเกิน
            ค่า BMI 25-29.90        โรคอ้วนระดับที่ 1
            ค่า BMI 30 ขึ้นไป          โรคอ้วนระดับที่ 2

             ในกรณีที่มีค่าดัชนีมวลกายสูง และถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพมากมาย ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับหรือปัญหาในการหายใจ และโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ

             อย่างไรก็ตาม การแปลผลค่า BMI ในนักกีฬา นักเพาะกายที่มีมวลกล้ามเนื้อสูง หรือผู้ป่วยโรคตับ ไต ที่มีภาวะบวมน้ำ อาจมีค่า BMI สูงได้โดยที่ไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้

             เมื่อทราบผลค่าดัชนีมวลกายแล้ว ต้องปฏิบัติตัวเพื่อให้ห่างไกลโรค ดังนี้
             1. เลือกการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม โดยเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะ ธัญพืช ผัก และผลไม้ ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหลักเกินวันละ 3 มื้อ และเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ หลีกเลี่ยงหรือลดการรับประทานอาหารมื้อหนักที่ต้องรับประทานมาก ๆ เช่น อาหารบุฟเฟ่ต์ อาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูง ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน และเลือกดื่มน้ำเปล่าหรือ  นมไขมันต่ำแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
             2. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายอย่างน้อย 150 – 300 นาที / สัปดาห์ ด้วยการเดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ การออกกำลังกายเฉพาะส่วน อย่างการใช้เครื่องออกกำลังกาย การยกน้ำหนักหรือออกกำลังกายแบบผสมผสานกันหลายประเภท การออกกำลังกายไม่ได้จำกัดแต่เพียงในโรงยิม เพราะสามารถเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันให้เป็นการออกกำลังกายไปในขณะเดียวกันได้ด้วย เช่น การทำงานบ้านด้วยตัวเอง ลดการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกลง เดินให้มากขึ้น

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 26/01/2022
  • ดื่มน้ำไม่พอ เสี่ยงเป็น 6 โรคร้าย

    อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายของคนเรา ซึ่งร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70% เพราะน้ำต้องไปช่วย ในระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ การดื่มน้ำไม่เพียงพอย่อมส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหล่านี้ได้

    สมองเสื่อม : ใครจะไปเชื่อว่าแค่ดื่มน้ำน้อย ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ เพราะเมื่อร่างกายของเราขาดน้ำ ปริมาณของน้ำในร่างกายไม่เพียงพอในการเป็นส่วนหนึ่งของเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างกาย เมื่อเลือดมีความข้นหนืดมากขึ้น ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงที่สมองได้เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกไม่สดชื่น เนือยๆ คิดอะไรช้า ไม่กระฉับกระเฉง อึนๆ มึนๆ นั่นอาจเป็นผลมาจากแค่การ “ดื่มน้ำน้อยเกินไป” ก็ได้นะ

    ริดสีดวงทวาร : แน่นอนที่สุดว่าหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลไปถึงการย่อยในกระเพาะอาหารที่ทำได้ยากลำบากมากขึ้น และลำไส้ที่แห้ง อาจทำให้เราไม่สามารถขับอุจจาระออกมาได้ เพราะอุจจาระอาจแห้งเกินไป เมื่อของเสียสะสมอยู่ในลำไส้ ลำไส้ก็จะดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายไปอีก ยิ่งทำให้เลือดมีของเสีย และข้นหนืดกว่าเดิม อุจจาระก็แข็งแห้งกว่าเดิม จนเกิดเป็นอาการท้องผูก และท้ายที่สุดลงเอยด้วยโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง

    ปวดข้อ :  เชื่อหรือไม่ว่ากระดูกอ่อนในหลายๆ ส่วนของร่างกาย รวมไปถึงหมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญ และเกิดอาการผิดปกติได้ง่าย มีส่วนประกอบเป็นน้ำมากถึง 80% ดังนั้นหากข้อต่อหรือหมอนรองกระดูกแห้ง ไม่ชุ่มชื้นเพียงพอ อาจทำให้ข้อต่อต่างๆ ดูดซับแรงกระแทกได้ไม่ดีพอ จนเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย หรืออาจอักเสบได้ง่ายเมื่อต้องออกแรงเดิน ยก เหวี่ยง หรือแม้แต่ตอนออกกำลังกาย และยกน้ำหนัก

    ทางเดินปัสสาวะอักเสบ/กระเพาะปัสสาวะอักเสบ :  หากคุณมีอาการปวดปัสสาวะ แต่ไม่มีปัสสาวะไหลออกมา หรือไหลออกเพียงหยดสองหยด คุณอาจกำลังเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อันเนื่องมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ การติดเชื้อ และการกลั้นปัสสาวะนานๆ

    อ้วน :  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหากคุณดื่มน้ำน้อย เป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่โรคอ้วนได้ เพราะหากคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอในตอนเช้า ระหว่างมื้อกลางวัน และตอนเย็น หรืออาจดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนทานอาหาร คุณจะพบว่าคุณอิ่มง่ายอิ่มเร็วกว่าการทานอาหารโดยไม่ดื่มน้ำเลย ยิ่งถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่กินจุอยู่แล้ว แล้วยิ่งไม่ดื่มน้ำอีก ด้วยความหิวหรือความอยากอาหาร คุณอาจทานเพลินจนน้ำหนักขึ้นได้ง่ายๆ

    ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ  :  ประจำเดือนของคุณผู้หญิงเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพได้ดีอีกอย่างหนึ่ง หากคุณพบว่าคุณมีประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ ขาดๆ หายๆ มีน้ำเกินไป มีสีเข้มเกินไป มาเป็นลิ่มเลือด หรือแม้กระทั่งปวดท้องประจำเดือนมาก สาเหตุสำคัญที่คุณอาจละเลยอาจมาจากการดื่มน้ำน้อยก็เป็นได้ เพราะเมื่อน้ำในร่างกายมีปริมาณไม่เพียงพอ ร่างกายจึงไม่สามารถนำน้ำไปสร้างเป็นประจำเดือนได้นั่นเอง

     

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 26/01/2022
  • Paracetamol ยาครอบจักรวาล จริงเหรอ??

     ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ต้องมีติดบ้าน ซึ่งยาพาราเซตามอลนั้นหาซื้อง่าย ตามร้านยาหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ และยังสามารถใช้ได้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ จัดเป็นยาที่ไม่อันตราย แต่หากกินผิดวิธีก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ซึ่งวันนี้ myHealthFirst จะมาแนะนำวิธีการทานที่ถูก และบอกเล่าถึงสรรพคุณของยาพาราเซตามอล ว่าสามารถรักษาได้ทุกโรคจริงเหรอ วันนี้เราจะบอกกัน

    สรรพคุณยาพาราเซตามอล (Paracetamol)
           ยาพาราเซตามอลจัดเป็นยาในกลุ่มลดไข้ บรรเทาอาการปวดที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดฟัน เป็นต้น ซึ่งยาพาราเซตามอลนั้นไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดขั้นรุนแรงและไม่สามารถใช้เป็นยาแก้อักเสบได้

    • หลักการทานยา
            การทานยาพาราเซตามอลแบบถูกต้องและเหมาะสม คือเป็นการทานแบบที่เหมาะกับน้ำหนักตัว ซึ่งจะต้อง
             -  กินยาห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
             -  ผู้ใหญ่ ทานครั้งละ 1-2 เม็ด และ หากในเด็ก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานทุกครั้ง
             -  ไม่ควรกินเกิน 8 เม็ด ต่อวัน และไม่ควรกินเกิน 5 วัน
            ถ้าหลังจากทานยาพาราเป็นเวลา 5 วันแล้วไม่หาย ให้รีบเข้ารับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล หรือ ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ทันที

    ความเข้าใจผิดในการทานยาพาราเซตามอล
           เชื่อว่าใครหลายๆคนจะต้องเคยได้ยินว่าถ้ารู้สึกจะไม่สบายให้ทานยาดักไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ไข้ ซึ่งหากถ้าทานยาแบบนี้จะเป็นการทานที่ไม่เกิดประสิทธิภาพในการรักษา และไม่สามารถช่วยป้องกันได้

           จากข้อมูลนี้ทำให้ทุกทราบถึงข้อเท็จจริง วิธีการทานที่ถูกต้อง และที่มาที่ไปของยาพาราเซตามอล ( Paracetamol ). myHealthFirst แอพสุขภาพจึงอยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี เพราะการยาเพื่อบรรเทาอาการไปตลอดมักจะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายเสมอ มาดูแลสุขภาพให้ดีไปด้วยกันกับเรานะคะ.
    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 21/01/2022
  • วิ่งตอนเช้า VS วิ่งตอนเย็น วิ่งช่วงเวลาไหนดีกว่า??

           การดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องง่าย เราควรเลือกเวลาและกิจกรรมที่เหมาะสมกับตัวเองวันนี้ myHealthFirst จะมาแนะนำช่วงเวลาไหนที่ควรวิ่งออกกังกาย เพื่อจะได้นำไปปรับใช้กันเพื่อให้ร่างกาย และสุขภาพที่แข็งแรง

           ข้อดีในการวิ่งตอนเช้านั้้นมีมากมาย ไม่ว่าจะอากาศดี ไม่มีมลพิษ และร่างกายสดชื่นเพราะได้พักผ่อนมาทั้งคืน แต่ก่อนจะไปวิ่งนั้นเราควรท่านอาหารที่เบาๆ เช่น แซนวิช นม ก่อนไปวิ่งเพื่อให้ร่างกายได้มีแรงและพลังงาน

           หากถ้าตื่นนอน แล้วมาวิ่งจะเกิดอะไรขึ้น? จะทำให้ตับของเราทำงานหนักและเสี่ยงเป็นตับแข็งได้ เพราะตับจะดึงสารอาหารที่เก็บไว้ในตอนหลับกลับมาและนำไปเป็นพลังงานใหม่เพื่อให้เรามีแรงในการวิ่งหรือออกกำลัง

          ส่วนข้อดีในการวิ่งในตอนเย็นนั้น เราจะมีพลังงานเยอะ เพราะเราได้รับสารอาหารและพลังงานมาทั้งวัน ทำให้สามารถออกกำลังกายได้เลย และเมื่อออกกำลังกายเสร็จให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปและที่สำคัญจะทำให้เราไม่รู้สึกหิว ซึ่งถ้าหากเราวิ่งในตอนเย็นจะทำให้ตับทำงานไม่หนัก สารอาหารก็จะไม่เยอะ ทำให้เราไม่อ้วนและไม่เกิดไขมัน

    การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเลือกการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายที่เหมาะสมและถูกต้องสำหรับตัวเรา ไม่มีใครดูแลตัวเราได้ดีกว่าเรา

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 21/01/2022
  • โอไมครอน(Omicron) โควิดสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากลัวมากที่สุดในตอนนี้‼️

    วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่ใครๆหลายกำลังกังวลกันถึงความอันตรายและน่ากลัว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) และเป็นโควิดสายพันธุ์ที่ 5 ที่ได้มีการค้นพบ โดยสายพันธุ์โอไมครอนจะมี
           •  ความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ
           •  หลบภูมิคุ้มกันได้ดีมากยิ่งขึ้น
           •  แพร่กระจายได้ไวกว่าเดิม
           •  มีโอกาสติดเชื้อซ้ำสูง
           •  มีแนวโน้มต้านประสิทธิภาพวัคซีน

    อาการที่เด่นชัด

    โดยอาการของผู้ติดเชื้อโควิด ส่วนใหญ่จะไม่มีการแสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งทางแพทย์ได้ออกมาบอกถึง 9 อาการหลักๆที่แสดงอาการในสำหรับผู้ติดเชื้อโอไมครอนบางท่าน ได้แก่
           1. ไอ
           2. เจ็บคอ
           3. มีไข้
           4. ปวดกล้ามเนื้อ
           5. มีน้ำมูก
           6. ปวดหัว
           7. หายใจลำบาก
           8. ได้กลิ่นลดลง
           9. เหงื่อออกตอนกลางคืน

           ซึ่งในผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอนจะมีอาการ “ ไอ , เจ็บคอ , มีไข้ , เหงื่อออกตอนกลางคืน ” และ “ ไม่มีปัญหาเรื่องการได้กลิ่น และการรับรส ” โดยทั้งหมดนี้เป็นอาการที่เด่นชัดในผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอน

           จากความน่ากลัวและความรุนแรงของสายพันธุ์โอไมครอนนี้ ทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าวัคซีนโควิดที่ใช้กันในตอนนี้จะไม่สามารถป้องกันโควิดสายพันธุ์นี้ได้ myHealthFirst จึงอยากให้ทุกคนป้องกันและดูแลสุขภาพให้ดี ล้างมือบ่อย ๆ พกสเปรย์แอลกอฮอล์และเว้นระยะห่าง Social distancing กันไว้ เพื่อช่วยกันป้องกันตนเองและคนรอบข้าง
    .

    .


    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 21/01/2022
  • โรคฉี่หนู อันตรายที่มากับน้ำท่วม

    ช่วงนี้ฝนตก น้ำขัง ระวังโรคฉี่หนู!!
           โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในฉี่ของหนู โค กระบือ สุกร สุนัข ที่ปนเบื้อนในน้ำเข้าสู่ร่างกายจากการกินอาหาร น้ำดื่ม และรอยแผลตามผิวหนัง มักมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะตาแดง ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง คลื่นไส้อาเจียนและตัวเหลือง

    การป้องตัวเองให้ห่างไกลจากโรคฉี่หนู ซึ่งการป้องกันมีดังนี้
        1. กำจัดหนูพร้อมๆ กัน
        2. หากจำเป็นต้องอยู่บริเวณน้ำขัง หรือพื้นที่สุ่มเสี่ยง ควรสวมรองเท้าบู๊ท ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อผ้าปิดมิดชิด
        3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค
        4. หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำที่อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
        5. หลีกเลี่ยงไม่ไปสัมผัสปัสสาวะ โค กระบือ หนู สุกร และแหล่งน้ำที่สงสัยว่าจะปนเปื้อนเชื้อ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนโดยไม่มีภาชนะปกปิด
        6. หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำ หรือต้องลุยน้ำลุยโคลนเป็นเวลานานๆ
        7. รีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว เมื่อแช่หรือย่ำลงไปในแหล่งน้ำสงสัยอาจปนเปื้อน
        8. กินอาหารสุกใหม่ อาหารที่เหลือใส่ภาชนะปิดมิดชิด ผักผลไม้ ควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาทำอาหาร

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 13/01/2022
  • นอนไม่หลับ “เมลาโทนิน” ช่วยได้จริงหรือ?

           เมลาโทนิน (Melatonin) คือฮอร์โมนที่สมองของเราสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติ เพื่อช่วยควบคุมการนอน โดยสมองจะหลั่งฮอร์โมนชนิดนี้ขึ้นมาในช่วงเวลากลางคืน ทำให้ร่างกายรู้สึกง่วงและทำให้หลับ
    ในยุคที่การนอนหลับเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น ความเครียด หรือพฤติกรรมต่างๆที่เปลี่ยนไป ดังนั้นจึงมีการนำเมลาโทนินมาประยุกต์ใช้ในการรักษาอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการนอนเป็นส่วนใหญ่ โดยมักผลิตเป็นอาหารเสริมหรือผลิตเป็นยา

    #ประโยชน์เมลาโทนิน (Melatonin)
          - รักษาโรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
          - รักษาความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพ
          - รักษากลุ่มอาการนอนหลับผิดเวลา (Delayed sleep phase syndrome) อาการของโรคนี้คือไม่สามารถนอนหลับก่อนเวลาตีสองได้
          - บรรเทาอาการง่วงนอนเนื่องจากเจ็ทแลค (Jet lag)
          - ช่วยคนที่ทำงานเป็นกะ (Shift work) ให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

    การใช้อาหารเสริมหรือยาที่มีเมลาโทนิน เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง ดังนั้นไม่ควรซื้อเมลาโทนินมารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์และใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

     

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 13/01/2022
  • เมนูไร้น้ำมัน ทำง่ายไม่ทำลายสุขภาพ

          ยุคนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรงโดยเฉพาะหลังผ่านสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 คนเราหันมาสนใจเรื่องอาหารที่กินมากขึ้น วันนี้แอดมินมีเมนูเอาใจคนรักสุขภาพมาเเนะนำกันค่ะ

    แกงเลียงผักรวม (พลังงาน 73 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -หัวหอม 2 หัว
          -พริกไทยเม็ด ครึ่งช้อนชา
          -กะปิ ครึ่งช้อนชา
          -น้ำปลา ครึ่งช้อนชา
          -น้ำสต๊อก1 ถ้วยตวง
          -กุ้งสด -ผัก : ฟักทอง บวบเหลี่ยม ข้าวโพดอ่อน เห็ดนางฟ้า ใบแมงลัก
    วิธีทำ
          1.โขลกหัวหอม พริกไทย กะปิ กุ้งแห้งให้ละเอียด
          2.ตั้งน้ำสต๊อกพอเดือด แล้วใส่เครื่อแกงที่โขลกไว้ คนให้เข้ากัน
          3.ปรุงรสด้วยน้าปลา พอเดือดใส่ผักต่างๆโดยใส่ผักที่สุกยากก่อน
          4.เติมกุ้ง ปิดไฟ

    ต้มข่า (พลังงาน 115 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -เห็ดนางฟ้า 1 ทัพพี - พริกหยวก 2 เม็ด
          -ข่าทุบพอแตก 10 กรัม - ใบมะกรูด 4 ใบ
          -ตะไคร้หั่นแฉลบ 2 ต้น - น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
          -นมพร่องมันเนย 100 มล. - น้ำซุป 200 มล. -ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา - พริกขี้หนู 4 เม็ด
          -เนื้อไก่
    วิธีทำ
          1.ต้มน้ำซุปให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ลงไป
          2.รอน้ำเดือดอีกครั้ง เติมเห็ดนางฟ้าและพริกหยวก
          3.พอน้ำเดือด เติมนมพร่องมันเนย
          4.เติมไก่เมื่อน้ำเดือด แล้วปรุงรสด้วยมะนาว ซีอิ้วขาว ใบมะกรูดและพริกขี้หนูทุบ พอน้ำเดือด ปิดไฟ

    แกงจืดแตงกวายัดไส้ไก่สับ (พลังงาน 81 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -แตงกวา - ไก่สับไม่หนัง
          -พริกไทยครึ่งช้อนชา - ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา
          -รากผักชี 1 ราก - กระเทียมครึ่งหัว
          -ต้นหอม , ผักชี
    วิธีทำ
          1.ล้างแตงกวา หั่นแว่น แล้วควักไส้ออก
          2.โคลกพริกไทยและรากผักชี แล้วผสมเนื้อไก่สับ
          3.นำไก่สับยัดแทนแตงกวา แล้วใส่ในน้าที่ต้มจนเดือด
          4.ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว ต้นหอม และผักชี

    ยำปลาทู (พลังงาน 90 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -ปลาทู 1 ตัว - น้ำมะนาว 1 ช้อนกินข้าว
          -ขิงซอย ¼ ถ้วยตวง - น้ำปลา 1 ช้อนชา
          -พริกขี้หนูซอย ครึ่งช้อนโต๊ะ - ต้นหอมซอย
          -หอมแดงซอย ¼ ถ้วยตวง - ผักชีซอย
    วิธีทำ
          1.ใช้ส้อมยีเนื้อปลาทูนึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ
          2.ผสมเครื่องปรุงทั้งหมด คุลกกับปลาทู
          3.ปรุงรสด้วยมะนาวและน้ำปลา คลุกให้เข้ากัน

    ลาบปลา (พลังงาน 100 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -เนื้อปลาสับ 40 กรัม - น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
          -ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำปลา ¾ ช้อนชา
          -พริกขี้หนู 1-2 เม็ด - ต้นหอม 1 ต้น
          -หอมแดงซอย ¼ ถ้วยตวง - ใบสะระแหน่ 1ก้าน
    วิธีทำ
          1.รวนเนื้อปลาให้สุก
          2.ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา พริกขี้หนูหั่นให้เข้ากัน
          3.เติมหอมแดงซอย ข้าวคั่ว ต้อนหอมหั่นฝอย และใบสะระแหน่
          4.คลุกให้เข้ากัน ตักใส่จาน

    ปลานึ่งขิง (พลังงาน 110 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -ปลากระพง 2 ชิ้น
          -ขิงแก่หั่น 1 แผ่น ซอยเป็นเส้น
          -ลูกเดือย / ถั่วเหลือง ครึ่งทัพพี
          -ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา
          -พริกไทยป่น 0.5 ช้อนชา
          -ต้นหอม , พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่
    วิธีทำ
          1.นำเนื้อปลามาคลุกกับขิง ซีอิ้วขาว และพริกไทยป่น
          2.เรียงปลาในภาชนะ แล้วนำไปนึ่งไฟแรง 5-7 นาที
          3.เติมลูกเดือยและถั่วเหลือง แล้วนึ่งต่อ 5 นาที
          4.โรยหน้าด้วยต้นหอม พริกชี้ฟ้า แล้วยกลง

    สุกี้โรล (พลังงาน 100 kcal)
    ส่วนประกอบ
          -ผักกาดขาว ข้าวโพดอ่อน เห็ดเข็มทอง แครอท
          -ต้นหอมหั่นท่อน
          -หมูบดไม่มัน
          -ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา
          -พริกไทยป่น 0.5 ช้อ
          -รากผักชีหั่น, กระเทียม, พริกไทยขาวเม็ด
          -น้ำจิ้มสุกี้
    วิธีทำ
          1.ลวกผักกาดขาวในน้ำเดือด 20 วินาที ตักขึ้นแช่น้ำเย็นทันที
          2.โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยขาวเข้าด้วยกัน แล้วคลุกกับหมูบอดและซีอิ้วขาว
          3.ตักหมูบดที่ผสมไว้ในข้อ 2. วางบนผักกาดขาวที่ลวกไว้ ตามด้วยผักต่างๆ แล้วม้วนผักกาดขาว
          4.นำสุกี้โรลนึ่งนาน 10 นาที

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 13/01/2022
  • Covid-19น่ากลัวแต่ป้องกันได้

    ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มกระจายไปสู่ 75 ประเทศทั่วโลก กลายเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่ทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการเพื่อป้องกันประชากรในประเทศของตัวเองจากโรคโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด จึงอาจทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าร่างกายของตนจะอ่อนแอจนติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งวันนี้ก็มีคำแนะนำวิธีป้องกันตัวเองและต่อสู้กับโรคร้าย

              1.ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น

              2.ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ หรือมีอาการเป็นหวัด

              3.หากกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าเริ่ม มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง

              4.อยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจาม 180 เซนติเมตร เพื่อให้พ้นจากรัศมีน้ำลาย และน้ำมูกที่จะกระจายออกมา

              5.ล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลล้างมือหรือแอลกอฮอล์

              6.กินร้อน ช้อนกลาง อาหารปรุงสุก พักผ่อนให้เพียงพอ

              7.สวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชนคนหนาแน่นไว้ก่อน

              สรุป สำหรับสถานการณ์ COVID-19 ในตอนนี้ ยังคงต้องให้ความสนใจและระมัดระวัง เชื่อว่า 7 วิธีนี้ จะช่วยป้องกันคุณในการต่อสู้กับเชื้อโรคได้

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 06/11/2020
  • ระวัง!!อาการตาพร่ามัว (Blurred Vision)
             เรื่องควรรู้ อาการตาพร่ามัว (Blurred Vision) คือ การที่ดวงตามองเห็นได้ไม่ชัดเจน หรือเห็นสิ่งต่างๆ เป็นภาพเบลอๆ มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางสายตา แต่ก็สามารถพบในคนทั่วไปเช่นกัน
             อาการตาพร่ามัว มักเกิดจากกลุ่มโรคหลักๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ สายตาผิดปกติ มีสิ่งขัดขวางทางเดินแสงสู่จอรับภาพ การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติ และตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ
             อาการตาพร่ามัว มักจะค่อยๆ ดีขึ้น หลังจากได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน โดยเฉพาะหากเกิดอาการเจ็บตามาก ตาแดง หรือมีเลือดไหลออกจากตาร่วมด้วย
     
    วิธีการรักษาอาการตาพร่ามัวจะรักษาจากสาเหตุ
    • หากเกิดจากสายตาสั้น แก้ไขได้ด้วยการสวมแว่นสายตา หากเกิดจากตาแห้ง ให้ใช้ยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้น หรือหากเกิดจากต้อกระจก อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์
    • ดวงตา เป็นอวัยวะสำคัญ ควรถนอมสายตาด้วยการใช้สายตาอย่างเหมาะสม ไม่จ้องมองวัตถุที่มีแสงสว่างจ้า หลีกเลี่ยงการขยี้ตา และรับประทานอาหารบำรุงสายตาเป็นประจำ
    • หมั่นตรวจสายตาสม่ำเสมอ เพื่อเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้สายตาและสาเหตุก่อให้เกิดปัญหาสายตา และช่วยคุณปรับความคิดและพฤติกรรมเพื่อให้คุณเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

    ---------------------------------------

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 18/09/2020
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

           ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง : ได้แก่ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ค่าปกติ คือ มากกว่า 99 มก./ดล. หลังอดอาหาร 8 ชม. และ เกิน 140 มก./ดล. หลังมื้ออาหาร 2 ชม. ภาวะเช่นนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้เส้นประสาท หลอดเลือด หรืออวัยวะต่างๆ ถูกทำลายจนมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาได้

           สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง : มักเกิดจาก โรคเบาหวานเป็นหลักเพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้น มีระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลผิดปกติ

    ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน โดยอาจมีสาเหตุมาจากโรคหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น

    - การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบมากเกินไป

    - โรคเครียด หรือมีภาวะเครียดตลอดเวลา

    - ไม่ชอบ หรือไม่เคยออกกำลังกาย

    - การติดเชื้อมีไข้

    - เป็นโรคเกี่ยวกับตับอ่อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

    - การรับประทานยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยากดภูมิต้านทาน

           สัญญาณอันตรายของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด ผิวแห้ง รู้สึกหิวแม้จะเพิ่งกิน อ่อนเพลีย สายตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด ซึ่งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนี้ บางทีไม่ได้แสดงอาการให้เห็นเสมอไป การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยบอกถึงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้

           การแก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยพิจารณาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงและความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก

           1.ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและดื่มน้ำให้มากขึ้น แพทย์หรือนักโภชนาการจะช่วยดูแลและให้คำแนะนำด้านการกินอาหารที่ถูกต้อง เช่น ลดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพราะน้ำจะช่วยขจัดน้ำตาลออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและป้องกันภาวะขาดน้ำ

           2.ออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้น้ำตาลถูกนำออกมาใช้ แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด ควรระมัดระวังในการเลือกประเภทของการออกกำลังกาย โดยอาจขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อน

            3.เปลี่ยนชนิดของยา เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อลดผลข้างเคียงและความเสี่ยงด้านสุขภาพ

           4.วบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง การจดบันทึกและตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แพทย์ติดตามการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การป้องกันที่ดีจึงอยู่ที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในเรื่องการรับประทานอาหาร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการควบคุมหรือการรักษาเพิ่มเติม

     

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 28/01/2020
  • ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

              โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อย และคนส่วนใหญ่ก็มักไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ซึ่งหากปล่อยไว้และเป็นนาน ๆ เข้า อาจนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนและโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย มารู้จักโรคนี้กัน เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องต่อไป

    ความดันโลหิต คือ อะไร?
              ความดันโลหิต คือ ค่าความดันภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ ส่งผ่านหลอดเลือดเพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีสองค่าคือ คือค่าความดันตัวบน เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจบีบตัว และค่าความดันตัวล่าง เป็นค่าความดันขณะที่หัวใจคลายตัว

    โรคความดันโลหิตสูง สำคัญอย่างไร?
              โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากผู้ป่วยเกินกว่าครึ่งมักจะไม่มีอาการใดๆ จึงเป็นภัยเงียบที่กว่าจะรู้ตัวว่ามีความดันโลหิตสูง ก็เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นแล้ว โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหัวใจวาย ภาวะไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดสมองตีบหรือแตกเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมา จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น การที่เรารู้ตัวว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระยะแรกๆ สามารถควบคุมความดันโลหิตที่สูงให้กลับมาสู่ระดับปกติได้ ก็จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

    สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
              มากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีสาเหตุ มีเพียงส่วนน้อยที่มีสาเหตุ เช่น โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด โรคไต โรคของหลอดเลือดบางประเภท ที่ทำให้ความดันโลหิตสูงได้ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีความดันโลหิตสูง มีหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม เชื้อชาติ ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน และการรับประทานอาหารเค็มจัด เป็นต้น

    ความดันโลหิตเท่าไหร่ดี?
              ปัจจุบัน ค่าความดันโลหิตที่ยอมรับได้ในผู้ที่อายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ควรต่ำกว่า 150/90 มิลลิเมตรปรอท ถ้าอายุน้อยกว่า 60 ปี หรือเป็นเบาหวาน หรือมีภาวะไตเสื่อม ค่าความดันโลหิต ควรต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

    แนวทางการรักษาความดันโลหิตสูง
              จากการการศึกษาที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าการให้ยาลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สามารถลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากความดันโลหิตสูงได้ นอกจากการรับประทานยาแล้ว ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทุกรายควรจะได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการรักษาความดันโลหิตสูงโดยไม่ต้องใช้ยาร่วมด้วย ดังนี้

    1. ออกกำลังกายแบบแอโรบิก หมายถึงการออกกำลังกาย ที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย วันละ 15-30 นาที 3-6 วันต่อสัปดาห์ และการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    2. ลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
    3. งดบุหรี่
    4. ลดเครียด
    5. รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ โดยการลดอาหารเค็มจัด ลดอาหารมัน เพิ่มผักผลไม้ เน้นอาหารพวกธัญพืช ปลา นมไขมันต่ำ ถั่ว รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ หลีกเลี่ยงเนื้อแดง น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีรสหวานจะทำให้ระดับความดันโลหิตลดลงได้
    6. ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่เพราะมียาบางตัวทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ปรึกษาแพทย์ถ้าต้องใช้ยาคุมกำเนิด

              โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่มีอาการแต่อันตราย ดังนั้นเมื่อท่านตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูงแล้ว ควรมาพบแพทย์ตามนัด รับประทานยาสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตามมา

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 28/01/2020
  • วัดด่วน!“รอบเอวหนา”สัญญาณโรค “หัวใจ”

                นอกจากเอวหนาๆ ของเราจะบอกถึงความเสี่ยงของโรคอันตรายอย่าง โรคอ้วน หรือไขมันพอกตับแล้ว ยังสามารถบอกความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ด้วย มากกว่า 10 ปีแล้วที่นักวิจัยมากมายยืนยันว่า ขนาดของเอวมีความสำคัญต่อร่างกายมากกว่าขนาดต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก เพราะหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่เป็นเจ้าของรูปร่างคล้าย “แอปเปิ้ล” แสดงว่าคุณอาจเสี่ยงโรคอันตรายหลายอย่าง ทั้งโรคอ้วน ไขมันพอกตับ ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันในเลือดสูง             Dr. Osama Hamdy แพทย์อำนวยการคลินิคปัญหาน้ำหนัก ที่ Joslin Diabetes Center ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า “เมื่อเอวของคุณขยายใหญ่ขึ้น ความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย” ซึ่งเป็นส่วนของไขมันที่ไม่เหมือนกับการวัดไขมันบริเวณต้นขา หรือสะโพก

    วิธีวัดเอว หาความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด

                วิธีวัดเอวที่ถูกต้อง จะต้องวัดทั้งเอว และวัดอัตราส่วนของเอวถึงสะโพก การวัดเอว คือ หายใจออกให้สุดท้อง พันสายวัดรอบเอวโดยไม่สวมเสื้อผ้า บริเวณเหนือกระดูกสะโพกที่พบได้ใกล้ๆ เอวทั้งด้านขวา และด้านซ้าย รีบวัดค่าเอวก่อนที่จะหายใจเข้า ส่วนการวัดอัตราส่วนของเอวถึงสะโพก ต้องวัดขนาดของสะโพกก่อน โดยพันสายวัดบริเวณที่สูงที่สุด หนาที่สุดของสะโพก แล้วนำค่าที่ได้มาหารกับขนาดของเอวที่วัดไปก่อนหน้านี้

    ขนาดเอวที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือด

                ผู้หญิง ที่มีขนาดเอวมากกว่า 35 นิ้วขึ้นไป และอัตราส่วนของเอวถึงสะโพก มากกว่า 0.9 ขึ้นไป

                ผู้ชาย ที่มีขนาดเอวมากกว่า 40 นิ้วขึ้นไป และอัตราส่วนของเอวถึงสะโพก มากกว่า 1.0 ขึ้นไป

    วิธีลดเอวให้ได้ผล

    หากคุณลดขนาดของเอวได้ นั่นหมายถึง คุณช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ด้วย

    1. ลดน้ำตาลสาเหตุหลักของเอวหนาๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากไขมัน (fat) อย่างที่เข้าใจกัน แต่มาจากน้ำตาล (sugar) ที่อยู่ในอาหารอร่อยต่างๆ เช่น ขนมหวาน เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ไอศกรีม น้ำกระป๋อง และอื่นๆ
    2. แป้งขาวนอกจากน้ำตาลแล้ว แป้งก็เป็นอาหารที่อยู่ในตระกูลคาร์โบไฮเดรตเช่นเดียวกัน จำง่ายๆ ว่า เป็นอาหารที่ขึ้นต้นด้วย P และ B เช่น Pizza (พิซซ่า) Pasta (พาสต้า) Bread (ขนมปัง) เป็นต้น
    3. อาหารที่มีแป้งเยอะไม่ใช่แค่ข้าว และอาหารประเภทเส้นที่มีแป้งเยอะ เพราะยังมีผักอย่าง มันฝรั่ง ข้าวโพด เผือก และอื่นๆ ที่มีแป้งด้วย อาหารเหล่านี้ควรลดการทานลง
    4. จำกัดเวลากินอาหารลองกินอาหารให้เป็นเวลา โดยกินอาหารได้ตั้งแต่เวลา 8.00-14.00 น. แล้วหยุดกิน จากนั้นกินต่อได้อีกทีในเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้น (งดอาหาร 14-16 ชั่วโมง) ระหว่างสามารถกินอาหารที่ไม่ให้พลังงานสูงได้ เช่น กาแฟดำ (ไม่ใส่น้ำตาล) หรือผักผลไม้ที่ไม่มีส่วนประกอบเป็นแป้ง ทำแบบนี้เพียง 3 วันต่อสัปดาห์ หรืออาจจำกัดเวลาในการกินอาหารให้เหมาะสมกับร่างกายของตัวเอง โดยเน้นการกินอาหารเย็นน้อยลง ไม่กินมื้อดึก และไม่ขาดอาหารเช้า เป็นต้น

    ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 27/01/2020
  • อาการข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบ รักษาให้ดีขึ้นได้กว่าที่คุณคิด

    ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้อเข่าเสื่อมและอักเสบ
          ปัญหาโรคข้อเข่าอักเสบเนื่องจากข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงวัย โดยโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่ข้อเข่าเกิดการเสื่อมสภาพของผิวข้อและโครงสร้างต่างๆ ของข้อที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดขณะเดิน หรือพบว่ามีข้อเข่าผิดรูป มักพบในผู้สูงอายุ

    ปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่นำไปสู่อาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม
          1. ข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อมเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักและต่อเนื่อง
          2.น้ำหนักตัวที่ไม่เหมาะสม ยิ่งน้ำหนักตัวมาก ก็จะมีแรงกดที่ข้อเข่าสูง
          3.โครงสร้างพยุงข้อเข่า เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เสียสภาพไป ซึ่งอาจเป็นได้จากการขาดการบริหาร

    อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบ
          - ปวดเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหว
          - ลุกนั่งหรือเดินขึ้นลง บันไดไม่คล่อง
          - มีเสียงดังในข้อเวลาเคลื่อนไหว
          - ข้อเข่าบวม ข้อเข่าอักเสบ

    วิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมอาการข้อเข่าอักเสบ
          1. เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่นการลดน้ำหนัก ใช้เครื่องพยุงเข่า หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
          2.การใช้ยา เช่นยาลดปวดเพื่อลดอาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม
          3. การฉีดยาเข้าข้อเข่า เช่นสารน้ำหล่อเลี้ยง
          4. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

     

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 15/01/2020
  • มารู้จักโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกัน

    มารู้จักโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกัน
            โรคสุดฮิตของสาวๆ โดยเฉพาะสาวทำงานอย่างกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หลายคนมักจะอดทนกับความทรมาน รู้ไหมว่า โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้ออื่นๆ ตามมา การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดจากอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

    สาเหตุอาการโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
            เกิดจากพฤติกรรมที่ผิดปกติ คือการกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ส่งผลให้เชื้อโรคมีการเจริญเติบโตมากขึ้น และมีแรงดันในกระเพาะปัสสาวะที่ทำให้เยื่อบุผิวยึดตัว จนเชื้อโรคฝังตัวอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจนเกิดการอักเสบได้

    การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
            1. ควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ ประมาณ 6-8 แก้ว ซึ่งการดื่มน้ำจะช่วยขับเชื้อโรคออกและลดการปวดแสบปวดร้อน เวลาปัสสาวะได้
            2. ควรถ่ายปัสสาวะทุกครั้งที่รู้สึกปวด ไม่กลั้นปัสสาวะ
            3. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่ควรนั่งแช่อยู่กับที่เป็นเวลานานๆ
            4. การทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศหรือภายหลังการขับถ่าย(ในผู้หญิง) ต้องทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อนผ่านเข้าท่อปัสสาวะเข้ามาในกระเพาะปัสสาวะ
            5. ควรรักษาสุขอนามัยพื้นฐานสุขภาพร่างกายแข็งแรง และลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรง

            ปัจจุบัน โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบพบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทำงาน ซึ่งอาจเกิดได้หลายปัจจัย เช่น รู้สึกไม่อยากเข้าห้องน้ำตามสถานที่สาธารณะต่างๆ การชำระล้างทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธี หรือการใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มน้ำน้อย ดังนั้น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจึงเป็นโรคที่เรียกว่า โรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรม ซึ่งหากเป็นซ้ำๆหลายครั้ง ก็มีโอกาสพบเชื้อโรคที่ดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ และอาจจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อทีมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ ยังสามารถพัฒนากลายเป็นโรคกรวยไตอักเสบได้อีกด้วย

     

     ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 07/01/2020
  • โปรตีนจากพืชหาได้ง่ายๆ

    โปรตีน (Protein) คืออะไร?
             ร่างกายมนุษย์เราสร้างขึ้นจากโปรตีนประมาณ 20% แต่ด้วยความที่ร่างกายของเราไม่สามารถเก็บสะสมโปรตีนได้ การที่จะได้รับโปรตีนจากอาหารให้เพียงพอจึงเป็นเรื่องสำคัญ

    อาหารที่มีโปรตีนจากพืชปริมาณสูงมีประโยชน์หลายอย่าง

           อาหารที่มีโปรตีนจากพืชปริมาณสูง เช่นพวกอาหารมังสวิรัติมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง หลายๆการศึกษาพบว่าคนที่กินอาหารมังสวิรัติมีแนวโน้มมีน้ำหนักตัวต่ำกว่า คอเลสเตอรอลต่ำกว่าและระดับความดันเลือดต่ำกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง และความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กินอาหารแบบมังสวิรัติ

          การที่เราจะมีสุขภาพที่ดีนั้น มีหลักฐานสนับสนุนว่าควรกินเนื้อที่ผ่านกระบวนการน้อย กินโปรตีนจากพืชและจากสัตว์อื่นๆเช่น เนื้อจากสัตว์กินพืช ปลา สัตว์ปีก ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนโปรตีนจากพืชนับเป็นโปรตีนคุณภาพต่ำ คนที่กินอาหารแบบมังสวิรัติและคนที่กินอาหารแบบวีแกนควรกินอาหารให้หลากหลายเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายจะได้รับกรดอะมิโนครบตามที่ต้องการ สำหรับคนที่กินเนื้อสัตว์สำคัญที่ว่าเราควรจะกินอาหารจากพืชและสัตว์ในปริมาณที่สมดุลย์กัน

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 23/12/2019
  • อาหารที่ช่วยให้ การนอนหลับดีขึ้น
     
          ไม่ใช่แค่ซิกแพ็กที่สร้างขึ้นในห้องครัว หากคุณอยากนอนหลับเต็มอิ่มไม่หลับๆ ตื่นๆ หรือลุกขึ้นมาดีดตอนกลางคืน อย่าลืมใส่เมนูอาหารเหล่านี้ลงในพจนานุกรมสุขภาพดีของคุณด้วย เราขอมองข้ามอาหารและเครื่องดื่มที่รู้ๆ กันอยู่ว่าควรหรือไม่ควรกินก่อนนอน
    • ชาร้อน : ชาอุ่นๆ ซักถ้วยก่อนนอน จะช่วยทำหลับสบายขึ้นค่ะ ยิ่งถ้าได้ชาคาโมมายล์ด้วยล่ะก็จะยิ่งทำให้สาวๆ นอนหลับสบายขึ้น
    • กล้วย : ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้าก็ได้ หากได้รองท้องก่อนนอนซักลูก หายกระสับกระส่ายจากความหิว และทำให้หลับสบายขึ้น
    • อัลมอนด์ : บ่อยครั้งที่อาการนอนไม่หลับของเราอาจเกิดจากความเครียด การกินถั่วสักครึ่งกำมือจะช่วยลดอาการเครียด
    • กีวี่ : ผลไม้หั่นชิ้นเล็กๆ สัก 1 ถ้วยก่อนนอน ก็จะช่วยให้เรานอนหลับได้ ยิ่งได้กีวี่ ยิ่งจะทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักอีกด้วย
    • ข้าวโอ๊ต : ข้าวโอ๊ตมักอุดมไปด้วยเมกนีเซียมซึ่งช่วยให้เรานอนหลับได้ยาวนอนขึ้น รวมถึงยังช่วยให้เราสามารถหลับสนิทได้ตลอดทั้งคืนอีกด้วย
    • น้ำผึ้ง : กลูโคลสในน้ำผึ้งสามารถช่วยให้เรานอนหลับได้ เนื่องจากกลูโคลสจะเข้าไปกดระดับฮอร์โมนโอเรซิน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายของเรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อร่างกายได้รับกลูโคลสแล้ว เราจะรู้สึกสงบลง และทำให้เรานอนหลับในที่สุดค่ะ
          เครียดจากการทำงานหรือกำลังมีเรื่องกลุ้มใจอยู่ อาจทำให้นอนไม่หลับได้ หรือแม้กระทั่งการหิวตอนดึกๆ ก็ทำเอากระสับกระส่าย ไม่สามารถข่มตาหลับได้เช่นกัน ซึ่งการนอนไม่เพียงพอบ่อยๆ อาจมีผลกระทบกับร่างกายของและอาจมีปัญหาสุขภาพตามมาในที่สุดค่ะ
     
     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 23/12/2019
  • Thai CV risk ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือด

                ค่า Thai CV risk เป็นค่าประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยแสดงผลการประเมินเป็นความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือเจ็บป่วย จากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันและโรคเส้นเลือดสมองตีบตันในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในกรณีที่ไม่มีผลเลือด โดยให้ใช้ขนาดรอบเอวหรือขนาดรอบเอวหารด้วยส่วนสูงแทน และในกรณีที่มีผลการตรวจระดับไขมันในเลือด แบบประเมินนี้จะประเมินหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ

    ปัจจัยในการแปลผลค่า Thai CV Risk Score.
                Thai CV Risk Score. คือการนําปัจจัยเสี่ยงต่างๆของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มาคิด เป็นคะแนนที่สามารถแปลผลเป็นตัวเลขความเสี่ยงในอนาคต สําหรับคนไทย ปัจจัยที่ใช้ทํานายความเสี่ยง คือ เพศ อายุ ความดันโลหิต ระดับไขมัน เบาหวาน การสูบบุหรี่ และรอบเอว

    มารู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยร้ายใกล้ตัว
                สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยร้ายใกล้ตัวอีกโรคหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจากวิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ได้แก่ พฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมสุขภาพดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจและหลอดเลือดตามมาและเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิต            

                 หากคุณทราบค่า Thai CV risk ก็จะสามารถช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างทันถ่วงที เพื่อป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดในอนาคต ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพประจำปี แค่ปรับพฤติกรรมการสุขภาพให้ดี ก็จะสามารถยืดอายุของคุณให้ยาวนานขึ้น

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 12/12/2019
  • โรคไต ป่วยแล้วยุ่ง เช็คสัญญาณก่อนเป็น

          ใครชอบกินเค็มบ้าง? รู้สึกไหมว่าเวลาที่เรากินเค็มมาก ๆ แล้ว ร่างกายเราจะรู้สึกกระหายน้ำมากเป็นพิเศษ แต่พอดื่มน้ำเข้าไปมากเท่าไร ก็ยิ่งปวดปัสสาวะถี่ขึ้น ถ้าใครเป็นแบบนี้บ่อย ๆ นั่นหมายความว่าอวัยวะที่ช่วยกรองของเสียและปัสสาวะอย่าง " ไต "

    มารู้จัก ไต กันก่อน ไตเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนล่างของช่องท้อง มีสองข้าง คือซ้ายและขวา รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดง

       โรคไต อาการไหนส่งสัญญาณว่าป่วย ?

          มีอาการบวมทั้งตัว : ผู้ป่วยโรคไตส่วนมากจะมีอาการบวมตามตัว เกิดจากการมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในร่างกาย
          เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด : ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
          ปวดหลัง ปวดบั้นเอว : ไต เป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณช่วงหลังด้านล่างของ เราอาจรู้สึกปวดหลัง บั้นเอวที่บริเวณชายโครง
          ระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ : ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นข้อสันนิฐาน ที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต
                 

          เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าปล่อยให้ชีวิตยุ่งยากด้วยโรคไตดีกว่าค่ะ หันมาดูแลไตกันให้มากขึ้น และหมั่นเช็กอาการต่อไปนี้ เพื่อตรวจสอบว่าตัวเองเข้าข่ายเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตหรือไม่ ถ้าเข้าเค้าล่ะก็ รีบเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน !

     

     

    ติดตามข่าวสารสุขภาพและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ได้ที่ 

    Facebook : https://www.facebook.com/myhealthfirstofficial

    tiktok : @myhealthfirst_mhf

    อ่านเพิ่มเติม....
    โพสต์เมื่อ : 09/12/2019